การท่องเที่ยวในนิกโก้ที่สามารถเพลิดเพลินกับวัดและศาลเจ้าอันเป็นมรดกโลกและความงามของธรรมชาติหลากสีสันได้อย่างเต็มที่ [หัวข้อพิเศษ]

ออกเดินทางสู่นิกโก้ด้วยตั๋วสุดคุ้ม “NIKKO ALL AREA PASS”

บริเวณที่จะแนะนำให้รู้จักในครั้งนี้คือบริเวณตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของมรกดกโลกทางวัฒนธรรม “ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก้” (Nikko Shrines and Temples) (ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร หรือประมาณ 656 ฟุต) และบริเวณทะเลสาบชูเซ็นจิ (Chuzenji Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นรวมถึงบริเวณโดยรอบทะเลสาบ (ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร หรือประมาณ 3,937 ฟุต) และหากท่องเที่ยวต่อไปทางชายฝั่งตอนเหนือของทะเลสาบชูเซ็นจิ จะพบกับเหล่าภูเขาที่ยอดสูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร (ประมาณ 6,561 ฟุต) เช่น ภูเขานันไต (Mt. Nantai 2,486 เมตร ประมาณ 8,156 ฟุต) นิกโก้ที่มีพื้นที่ลุ่มดอนมากมายนี้ มีลักษณะเด่นแตกต่างกันตามแต่ละบริเวณด้วย

สิ่งที่แนะนำเพื่อให้สามารถสัมผัสเสน่ห์อันหลากหลายของนิกโก้ได้อย่างเต็มที่ก็คือ “NIKKO ALL AREA PASS” ซึ่งเป็นตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ (เม.ย.-พ.ย. 4,520 เยน/ ธ.ค.-มี.ค. 4,150 เยน) ตั๋วนี้ประกอบด้วย บัตรโดยสารรถไฟไป-กลับจากสถานีโทบุอาซาคุสะ (Tobu Asakusa Station, Tokyo, Asakusa) ถึงสถานีโทบุนิกโก้ (Tobu Nikko Station) และบัตรโดยสารรถประจำทางไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ที่สามารถใช้เดินทางจากสถานีโทบุนิกโก้ไปยังมรดกโลกต่างๆ เช่น นิฉะอิชิจิ (Nisha Ichiji หมายถึง สองศาลเจ้าและหนึ่งวัด ได้แก่ ศาลเจ้านิกโก้โทโชงู ศาลเจ้านิกโก้ฟุตาระซัง และวัดนิกโก้ซันรินโนจิ) รวมถึงบริเวณทะเลสาบชูเซ็นจิ จึงเป็นตั๋วที่ทั้งคุ้มค่าและช่วยให้ท่องเที่ยวในนิกโก้ได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษอื่นๆ ถึง 7 อย่าง เช่น กรณีที่เดินทางจากสถานีโทบุอาซาคุสะไปยังสถานีโทบุนิกโก้ด้วยรถด่วน (Limited Express Train) จะได้รับส่วนลด 20% สำหรับค่าบริการด่วนพิเศษ (1,340-1,440 เยน) และส่วนลดสำหรับค่าล่องเรือชมทะเลสาบชูเซ็นจิ เป็นต้น อนึ่ง ตั๋ว “NIKKO ALL AREA PASS” นี้นอกจากจะสามารถจองหรือซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังสามารถซื้อได้ที่ Tobu Tourist Information Center ในสถานีโทบุอาซาคุสะอีกด้วย

เอาล่ะ เราจะได้พบกับประสบการณ์ที่น่าประทับใจแบบไหนกันบ้าง หยิบ “NIKKO ALL AREA PASS” ขึ้นมาแล้วออกทริป 2 วัน 1 คืนกันเถอะ!

เดินทางจากโตเกียวสู่นิกโก้ ดินแดนแห่งมรดกโลกด้วยเวลา 2 ชั่วโมง

ภายในรถไฟมีการแจ้งข้อมูลต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย แบบเรียลไทม์

Liberty Kegon

เริ่มต้นด้วยการขึ้นรถไฟด่วนมุ่งหน้าสู่นิกโก้ ตั๋ว “NIKKO ALL AREA PASS” นี้ไม่ได้รวมค่าบริการด่วน (1,440 เยน) ไว้ด้วยก็จริง แต่สามารถใช้รับส่วนลด 20% ในการซื้อตั๋วด่วนได้ นอกจากนี้ รถด่วนไปยังนิกโก้ยังมีหลากหลายชนิด และที่แนะนำคือ “Liberty Kegon” รถไฟด่วนพิเศษที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2017 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเดินทางจากสถานีโทบุอาซาคุสะถึงโทบุนิกโก้ด้วยเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ภายในห้องโดยสารของรถไฟมีบริการ Free Wi-Fi ผู้โดยสารจึงสามารถตรวจสอบจุดที่น่าสนใจหรือเส้นทางท่องเที่ยวได้ก่อนที่จะถึงที่หมาย ลองจับภาพบรรยากาศจากหน้าต่างรถไฟที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลมาโพสต์หรือไลฟ์สดบน โซเชียลมีเดีย ดูดีไหม

แม่น้ำที่มีสะพานอันงดงามทอดข้ามเป็นเสมือนหนึ่งเขตแดนระหว่างโลกมนุษย์และดินแดนที่เหล่าเทพเจ้าพำนัก

เมื่อถึงสถานีโทบุนิกโก้แล้วใช้บัตรโดยสารรถประจำทางของ “NIKKO ALL AREA PASS” ไปเยี่ยมชมมรดกโลก “ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก้” เดินทางด้วยรถประจำทางประมาณ 10 นาทีก็จะถึงเขตที่เรียกว่า ซันไน (Sannai) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดนิกโก้ซันรินโนจิ ศาลเจ้านิกโก้ฟุตระซัง และศาลเจ้านิกโก้โทโชงู (Rinnoji Temple, Futara Shrine, Toshogu)

สะพานชินเคียว

สิ่งที่เป็นเสมือนหนึ่งปากทางเข้าสู่ซันไนก็คือสะพานชินเคียว (Shinkyo) ที่ทอดผ่านแม่น้ำไดยะงาวะ (Daiya-gawa) มีเรื่องเล่าแต่โบราณว่าแม่น้ำไดยะงาวะนี้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างโลกมนุษย์กับแดนศักดิ์สิทธิ์ สะพานชินเคียวสีชาดสวยสดงดงามนี้เป็นจุดถ่ายภาพที่อยากแนะนำจุดหนึ่ง

เส้นทางสักการะ

ประวัติศาสตร์ของนิกโก้สามารถย้อนกลับขึ้นไปถึงสมัยที่นักบวชในศาสนาพุทธ โชโดโชนิน (Shodo Shonin; โชนิน เป็นสรรพนามเรียกเพื่อสรรเสริญนักบวชชั้นสูงในพุทธศาสนาที่พร้อมด้วยปรัชญาปารมิตา) ได้สร้างอารามขึ้นที่ริมสะพานชินเคียวรวมถึงบนยอดเขานันไตทางตอนเหนือของทะเลสาบชูเซ็นจิในช่วงศตวรรษที่ 8 หลังจากนั้นนิกโก้จึงกลายเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้แสวงบุญและผู้บำเพ็ญตนมารวมตัวกัน จนก่อเกิดเป็นอารามและวัดมากมายทั่วบริเวณ ด้วยเหตุนี้นิกโก้จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และบรรดาธรรมชาติในบริเวณนี้จึงได้รับการปกปักษ์รักษามาตั้งแต่โบราณกาล

วิหารไทยูอิน วัดรินโนจิ(บน) และรูปสักการะเทพทั้ง 4 องค์ที่ปกปักษ์หน้าประตูวิหาร
วิหารไทยูอิน วัดรินโนจิ(บน) และรูปสักการะเทพทั้ง 4 องค์ที่ปกปักษ์หน้าประตูวิหาร

โบราณสถานที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะ “ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก้” นั้น แม้จะมีถึง 103 หลังแต่เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในระยะที่สามารถเดินถึงกันได้ ทั้งศาลเจ้านิกโก้ฟุตาระซังที่ก่อสร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 8 หรือซันโด (Sando) เส้นทางสักการะที่ทอดตัวยาวในป่าและแนวต้นไม้ซึ่งมีเสาโคมหินกว่า 315 ต้นเรียงรายไปตลอดทาง รวมถึงวิหารไทยูอิน (Taiyuin) ในวัดรินโนจิที่อารามหลักเปล่งประกายทองสวยงาม ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะพบกับวัด ศาลเจ้า หรือพระพุทธรูปที่ก่อสร้างด้วยศิลปะที่หลากหลายและมีสีสันงดงาม การได้เดินชมและสัมผัสกับสิ่งปลูกสร้างที่แตกต่างกันทั้งยุคสมัยและรูปแบบ อาจเป็นเหมือนการท่องเที่ยวไปในกาลเวลาอย่างหนึ่งก็ได้

ประตูโยเมอิมงแห่งนิกโก้โทโชงูที่กลับมามีสีสันงดงามและเปล่งประกายสีทองอร่ามอีกครั้ง

ประตูโยเมอิมงแห่งนิกโก้โทโชงู

ที่อยากเชิญชวนให้เข้าไปดูใกล้ๆ คือประตูโยเมอิมง (Yomei Mon) แห่งศาลเจ้านิกโก้โทโชงู ซึ่งใช้เวลาในการบูรณะถึง 4 ปีและเพิ่งเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2017 การบูรณะได้คืนสภาพให้ประตูเหมือนครั้งที่สร้างเสร็จในช่วงศตวรรษที่ 17 คานและหลังคาที่ปิดขอบด้วยแผ่นทองคำและเสาสีขาวบริสุทธิ์ ส่องประกายระยิบระยับสวยงามเมื่อแสงส่องกระทบ รูปสลักของคนและสัตว์บนประตูที่กลับมามีสีสันสดใสด้วยการทาเคลือบยางไม้ ปิดแผ่นทองคำและทาสีทับหลายชั้น ทำให้ดูมีชีวิตชีวาราวกับจะเคลื่อนไหวได้จริงๆ

รูปสลักบนประตูโยเมอิมง

บนประตูโยเมอิมงประดับด้วยงานแกะสลักกว่า 508 ชิ้นซึ่งไม่มีชิ้นใดซ้ำกัน รูปสลัก 194 ชิ้นในงานแกะสลักเป็นสัตว์ในจินตนาการ (สัตว์เทพ) ซึ่งมีสัตว์เทพที่น่าอัศจรรย์ที่หาชมที่อื่นไม่ได้ด้วย (ภาพด้านบน) ค่อยๆ ลองสังเกตและมองหารูปสลักที่ถูกใจก็ดูน่าสนุกดี

นอกจากเป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้ามากมายแล้ว นิกโก้ยังเป็นสถานที่สำคัญที่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นเสด็จมาประทับพักผ่อนถึง 3 ยุค (ค.ศ.1867-1989) ได้แก่ เมจิ (Meiji) ไทโช (Taisho) และโชวะ (Showa) ที่นี่มีสิ่งปลูกสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น “ทาโมซาวะโกะโยเทอิ” (Tamozawa Imperial Villa) คฤหาสน์ที่ประทับที่สามารถชมความงามของสวนแบบญี่ปุ่น (นั่งรถประจำทางจากสถานีโทบุนิกโก้ประมาณ 10 นาที) หรือ “คานายะซามุไรยาชิกิ” (Kanaya Samurai House) คฤหาสน์ของนักรบซามุไรเมื่อ 360 ปีก่อน (ปัจจุบันเป็นอาคารประวัติศาสตร์ภายใน Kanaya Hotel) เป็นต้น ในสถานที่เหล่านี้ยังคงเหลือข้าวของ เครื่องมือ รวมถึงเครื่องเรือนที่เคยถูกใช้จริงในอดีตเอาไว้ สามารถเยี่ยมชมและสัมผัสการใช้ชีวิตในสมัยก่อนได้

Nikko Kanaya Hotel

สำหรับการพักแรม Nikko Kanaya Hotel ซึ่งยังคงเหลือบรรยากาศในศตวรรษที่ 19 เป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีเสน่ห์ Nikko Kanaya Hotel เริ่มกิจการในค.ศ.1873 เป็นโรงแรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเคยรับรองแขกผู้มีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศมากมาย เช่น ไอสไตน์ และ เฮเลน เคลเลอร์ ผู้ก่อตั้งโรงแรมซึ่งมีความสัมพันธ์กับศาลเจ้านิกโก้โทโชงู ได้ประดับภายในอาคารตามจุดต่างๆ ด้วยงานแกะสลักและสร้างบรรยากาศให้คล้ายคลึงกับศาลเจ้านิกโก้โทโชงู จนเกิดเป็นบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ที่ผสานรวมสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกและเครื่องเรือนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ อาหารฝรั่งเศสจากฝีมือเชฟชั้นเลิศของโรงแรมก็ได้รับคำชื่นชมไม่น้อย

วันที่ 2 ไปตื่นตากับทิวทัศน์อันงดงามจากจุดชมวิวและน้ำตกสุดอลังการ เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นรอบทะเลสาบ

เนินอิโรฮะซากะ

ในวันรุ่งขึ้น นั่งรถประจำทางโทบุนิกโก้บัสจากสถานีโทบุนิกโก้โดยใช้ตั๋ว “NIKKO ALL AREA PASS” ไปยังทะเลสาบชูเซ็นจิ เนินอิโรฮะซากะ (Iroha-zaka) ที่ใช้เวลาผ่านประมาณ 30 นาที เป็นจุดที่มีทางโค้งหักศอกติดต่อกันหลายโค้ง ในขณะที่นั่งเอนตัวไปมาตามทางโค้งก็สามารถชมทัศนียภาพที่งดงามตามฤดูกาลได้ ทำให้การไต่ความสูงกว่า 800 เมตร (ประมาณ 2,624 ฟุต) ผ่านไปเหมือนแค่ชั่วอึดใจ

ทัศนียภาพจากจุดชมวิวอาเคชิไดระ

การเดินทางจากสถานีโทบุนิกโก้ถึงทะเลสาบชูเซ็นจิใช้เวลาประมาณ 40 นาที แต่ระหว่างทางก็สามารถแวะลงที่ป้ายอาเคชิไดระ (Akechidaira) เพื่อไปชมความงามที่จุดชมวิวอาเคชิไดระได้ หลังจากนั่งเล่นบนอากาศในกระเช้า 3 นาทีก็จะถึงจุดชมวิวที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,373 เมตร (ประมาณ 4,504 ฟุต) สำหรับคนที่อยากออกกำลังกายก็สามารถเดินผ่านเส้นทางเดินเล่นขึ้นไปยังจุดชมวิวได้เช่นกัน

จากจุดชมวิวอาเคชิไดระนี้จะสามารถชมความงามของสีสันและธรรมชาติโดยรอบได้ ทั้งทะเลสาบชูเซ็นจิและเมืองริมทะเลสาบ รวมถึงน้ำตกเคะงน (Kegon Falls) ที่ปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลตกจากหน้าผาสูงกว่า 97 เมตร (ประมาณ 318 ฟุต) ทัศนียภาพอันตระการตานี้น่าประทับใจในทุกฤดู โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง (กลาง-ปลายเดือนต.ค.) และช่วงไม้ผลิยอดอ่อนในฤดูใบไม้ผลิ (พ.ค.) นั้นงดงามจนลืมหายใจเลยทีเดียว

ทะเลสาบชูเซ็นจิ

หลังชื่นชมทัศนียภาพอันสวยงามที่ทอดตัวเบื้องล่างจากจุดชมวิวอาเคชิไดระแล้ว ก็ได้เวลาไปล่องเรือในทะเลสาบชูเซ็นจิ ท่าขึ้นเรือนั้นจะต้องนั่งรถประจำทางจากอาเคชิไดระต่อไปจนถึงชูเซ็นจิออนเซ็น (Chuzenji Onsen) และเดินต่อจากป้ายรถประจำทางอีกประมาณ 10 นาที การล่องเรือชมทะเลสาบใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยจะได้เพลิดเพลินกับจุดที่น่าสนใจอย่างเต็มอิ่ม ทั้งเซ็นจุงะฮามะ (Senjugahama) ซึ่งเป็นจุดที่ดอกไม้ผลิดอกสวยงามหนาแน่น ป่าริมทะเลสาบที่ใบไม้เปลี่ยนสีแดงสดใส รวมถึงแนวภูเขานันไตอันยิ่งใหญ่ด้วย

เรือสำราญ “Nantai” ที่เปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม ค.ศ.2017 มีห้องชมวิวพิเศษ (ค่าห้อง: 1 ห้อง 4,000 เยน มูลค่าทางซ้ายนี้สามารถให้ผู้ใหญ่เข้าในห้องได้ไม่เกิน 8 คน และต้องชำระค่าโดยสารเรือต่างหากตามจำนวนคน) เป็นออปชั่นที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนหย่อนกายและใจตลอดการล่องเรือ

รุ้งที่น้ำตกเคะงน

หลังล่องเรือแล้วก็เดินจากท่าเรือไปอีก 10 นาทีจะถึงน้ำตกเคะงน แม้ความงามของน้ำตกเคะงนที่ชมจากจุดชมวิวอาเคชิไดระจะน่าประทับใจ แต่ความทรงพลังที่สามารถสัมผัสได้ใกล้ๆ แอ่งน้ำตกก็เป็นที่จดจำได้ไม่แพ้กัน จุดชมวิวที่สามารถชมน้ำตกเคะงนได้อย่างใกล้ชิดสามารถขึ้นไปได้ด้วยลิฟท์ ที่จุดชมวิวนี้จะสามารถดื่มด่ำกับความตระการตาและหยาดน้ำที่กระเด็นจากน้ำตกได้อย่างเต็มที่ (ต้องชำระค่าลิฟท์ต่างหาก 550 เยน) ในวันที่อากาศปลอดโปร่งช่วงเดือนเมษายนถึงตุลาคม อาจได้เห็นรุ้งบนน้ำตกก็ได้

นอกจากเส้นทางที่นำเสนอไปนี้ นิกโก้และบริเวณโดยรอบยังมีสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงวิธีและเส้นทางที่สามารถเที่ยวชมได้อีกหลากหลายรูปแบบ ก่อนจะเดินทางจากนิกโก้กลับสู่โตเกียว ลองเขยิบออกไปอีกนิดไปสัมผัสประสบการณ์บนรถไฟ SL ก็เป็นอีกกิจกรรมที่แนะนำ ลองใช้ลิงค์ด้านล่างนี้ประกอบการวางแผนท่องเที่ยวนิกโก้ในแบบฉบับของตนเองดูกันไหม

สัมผัสประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นไปกับรถไฟ SL ที่กลับมาวิ่งอีกครั้ง

รถไฟ SL

ที่นิกโก้นี้ สามารถนั่งรถไฟ SL “ไดจุโง” (Daiju-go) ซึ่งเป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำที่ได้รับการบูรณะให้กลับมาใช้งานได้หลังผ่านไป 50 ปี หากต้องการนั่งรถไฟไดจุโง ให้นั่งรถไฟสายโทบุนิกโก้ (Tobu Nikko Line) จากสถานีโทบุนิกโก้มุ่งหน้าโตเกียวไป 2 สถานี (ประมาณ 8 นาที) ลงที่สถานีชิโมะอิมาอิชิ (Shimo Imaichi Station) การเดินทางบนสายโทบุคินุกาวะ (Tobu Kinugawa Line) ประมาณ 12 กิโลเมตร (ประมาณ 7.4 ไมล์) จากสถานีชิโมะอิมาอิชิถึงสถานีคินุกาวะออนเซ็น (Kinugawa Onsen Station) จะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟ SL ไดจุ โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที ในกรณีนี้จำเป็นต้องซื้อตั๋วระบุที่นั่งบนไดจุโง (750 เยน) แต่หากใช้ “NIKKO ALL AREA PASS” ก็ไม่จำเป็นต้องชำระค่าโดยสารระหว่างสถานีชิโมะอิมาอิชิ-คินุกาวะออนเซ็น และไม่ต้องซื้อบัตรโดยสารรถไฟขากลับจากสถานีคินุกาวะออนเซ็นถึงสถานทีโทบุอาซาคุสะด้วย (กรณีที่ใช้รถไฟด่วนจะต้องชำระค่าบริการด่วนต่างหาก แต่สามารถใช้ “NIKKO ALL AREA PASS” เพื่อรับส่วนลด 20% ได้)